| แนวทางใหม่สำหรับการฝึกอบรมเชิงให้คำปรึกษา |
|
โดย...ณรงค์วิทย์ แสนทอง narongwit@peoplevalue.co.th ระบบหรือแนวทางอะไรก็ตามที่ใช้กันมานานจนเป็นประเพณีปฏิบัติไปแล้วนั้น มักจะเกิดปัญหาอุปสรรคในสองลักษณะคือ ระบบนั้นไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป การใช้ระบบอะไรนานๆจะทำให้คนคุ้นเคยกันมัน เพราะใช้งานง่ายๆไม่ต้องเรียนรู้อะไรใหม่ เมื่อใช้ไปนานๆก็ไม่อยากเปลี่ยนแปลง พยายามคงระบบเดิมๆไว้ให้ได้มากและนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนกระทั่งระบบนั้นไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไปจึงค่อยคิดเปลี่ยนแปลง คนที่เกี่ยวข้องรู้สึกคุ้นเคย ทำให้ละเลยบางสิ่งบางอย่างหรือทำให้รูปแบบของสิ่งนั้นเปลี่ยนไปจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ระบบที่ดีๆส่วนใหญ่มักจะเสื่อมประสิทธิภาพเพราะการนำไปปฏิบัติ คนที่ใช้ระบบมักจะเริ่มละเลย เริ่มใส่ใจน้อยลง เมื่อวันเวลาผ่านไป เมื่อรู้ทะลุปรุโปร่งเกี่ยวกับระบบนั้น หรือไม่ก็เริ่มแสวงหาความสะดวกสบาย แสวงหาผลประโยชน์จากช่องว่างของระบบนั้นๆ ทำให้ระบบนั้นๆเสื่อมประสิทธิภาพลง เพื่อให้เห็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น จึงขอยกตัวอย่างมาเพียง 2 เรื่องหรือสองระบบคือ การฝึกอบรม กับการให้บริการของที่ปรึกษาภายนอก 1. ระบบการฝึกอบรม ลองมาดูปัญหาเรื่องการฝึกอบรมกันก่อนนะครับว่ามีปัญหาอะไรบ้าง(ถ้าใครติดตามอ่านบทความก่อนๆที่ผมเขียนก็คงจะได้ทราบในรายละเอียดกันแล้วนะครับ) การฝึกอบรมส่วนใหญ่จะกลายเป็นประเพณีปฏิบัติขององค์กรต่างๆไปแล้วว่าทุกปีทุกคนควรจะได้เข้ารับการฝึกอบรม เป็นเหมือนสวัสดิการที่ทุกคนควรจะได้รับ(สิทธิเรื่องค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม) ส่วนคนที่จัดฝึกอบรมก็เป็นเพียงผู้จัด( Organizer) ไม่ใช่นักบริหารงานฝึกอบรม มักจะจัดให้เสร็จตามแผนก็จบแล้ว สำหรับวิทยากรระยะๆหลังๆ ก็เปลี่ยนจากครูผู้ให้ความรู้จริงๆ ก็กลายมาเป็นธุรกิจประเภทหนึ่งที่ต้องคิดเรื่องกำไรและต้นทุนมากขึ้น มีการทำการตลาดกันมากขึ้น 2. การให้บริการของที่ปรึกษาภายนอก ปัญหาหลักของการให้บริการของที่ปรึกษาภายนอกคือค่าใช้จ่ายสูงมากถึงสูงมาก
โดยเฉพาะที่ปรึกษาด้านการวางระบบการบริหารบุคลากร
ผลที่ได้มักจะเป็นแฟ้มสวยๆงามๆหนึ่งถึงสองแฟ้ม
แล้วลูกค้ามักจะนำไปใช้ได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะไม่รู้ว่าจะใช้อย่างไร
เวลาติดขัดในการนำไปใช้ก็ไม่รู้จะถามใคร
ถ้าจะถามที่ปรึกษาก็ต้องเสียเงินเพิ่ม(ซึ่งก็คิดแพงอีกนั่นแหละ)
และที่สำคัญคือองค์กรขนาดเล็กซึ่งมีกำลังน้อยก็ไม่มีสิทธิได้ใช้บริการของที่ปรึกษาที่มีคุณภาพ
ในบางครั้งองค์กรไม่ต้องการจ้างที่ปรึกษาทั้งกระบวนการ เพราะต้องการทำเองบางส่วน
แต่ที่ปรึกษาส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรับ เพราะถ้ารับเป็นชิ้นเล็กๆก็ไม่คุ้มค่า
สู้เอาเวลาไปทำโครงการใหญ่ๆจะดีกว่า
เป็นรูปแบบผสมระหว่างการฝึกอบรมกับการให้คำปรึกษา เป็นการแก้ไขปัญหาในอดีตที่คนบรรยายมักจะไม่ค่อยเก่งเรื่องการให้คำปรึกษาและคนที่ให้คำปรึกษาก็ไม่ค่อยออกมาบรรยาย ถ้าใช้รูปแบบนี้ ก็หมายความว่าคนที่จะทำอาชีพนี้ได้จะต้องมีความรู้ ทักษะและประสบการณ์จากทั้งสองด้านน่าจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับคนที่เป็นวิทยากร เพราะได้งานหนึ่งก็กินได้นานหน่อย ไม่ใช่วันเดียวจบ สำหรับที่ปรึกษาโดยเฉพาะที่ปรึกษาอิสระก็ไม่ต้องมานั่งรองานใหญ่ๆเข้ามา กว่าจะเข้ามาสักงานก็อด(ตาย)เสียก่อน ส่วนองค์กรก็น่าจะเห็นผลของการฝึกอบรมที่เป็นรูปธรรมได้ชัดเจนมากขึ้น คุ้มค่าเงินที่จ่ายไปมากขึ้น เน้นการฝึกอบรมเพื่อการนำไปใช้งานจริง การฝึกอบรมในรูปแบบนี้ต้องมีการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายฝึกอบรม หน่วยงานภายในที่เกี่ยวข้องและวิทยากรที่ปรึกษา โดยมุ่งเน้นผลลัพธ์ของการฝึกอบรมเป็นหลัก ไม่ยึดติดกับรูปแบบของการฝึกอบรมว่าจะต้องเป็นชั้นเรียนหรือการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หรือการติวเป็นรายกลุ่ม รายบุคคล ฯลฯ แต่จะมุ่งเน้นให้ผู้เข้าอบรมรู้และเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆอย่างถ่องแท้ และสามารถนำไปใช้ปฏิบัติจริงในองค์กรได้จนได้ผลออกมาเป็นรูปธรรมที่วัดผลงานและควรจะมีการประเมินและติดตามผลของการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องจนมั่นใจว่าสามารถใช้งานได้จริงๆ ค่าบริการที่เหมาะสม ค่าบริการควรจะคิดจากจำนวนวันที่ฝึกอบรมเป็นหลักหรืออาจจะบวกค่าความรู้เข้าไปบ้างก็คงจะไม่น่าจะสูงมากนัก สำหรับองค์กรที่มีคนพร้อมที่จะทำงานหรือมีคณะกรรมการดำเนินงานในเรื่องนั้นๆอยู่แล้ว วิทยากรที่ปรึกษาเองก็ไม่ต้องแบกรับภาระในการวางระบบไว้คนเดียวทั้งหมด สรุป แนวทางการฝึกอบรมแบบ Consult-Training นี้ น่าจะเป็นทางออกและทางเลือกใหม่ให้กับสังคมการบริหารคนและบริหารงานขององค์กรในบ้านเราได้นะครับ แต่แนวทางนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องเกิดจากความต้องการขององค์กรนั่นเอง ถ้าทุกองค์กรมีความต้องการในรูปแบบนี้มากขึ้น ผมเชื่อว่าผู้ให้บริการไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษาหรือวิทยากรก็จะต้องปรับตัวรองรับกับความต้องการของลูกค้าอย่างแน่นอน |
| ที่มา : www.hrcenter.co.th |